panutatblog

A great WordPress.com site

สูตรลับกำจัดอ้วน ตอนที่ 3

สวัสดีวันจันทร์คร้าบบบ  วันนี้มาพร้อมกับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจากพี่พายุลูกแรกของปีนี้ นั่นก็คือ พี่ ‘แกมี’ ของพวกเรา เอ้าพวกเราเสียงกรี๊ดอย่าให้หาย ป้ายฟงป้ายไฟเตรียมให้พร้อมนะจ๊ะ  การมาของพี่แกมีนี่ก็สร้างความปั่นป่วนให้แฟนคลับคนไทยได้มากมายพอสมควรตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา  ข่าวสารต่างๆ  ทะยอยออกกันมาเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ประชาชน  โดยเฉพาะข่าวจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำทั้งหลายแหล่  ไม่ว่าจะเป็น กรมอุตุฯ กบอ. (ย่อมาจากไร ใครเป็นประธาน  ตอบได้มาเอารางวัล) กรมชลฯ กรมเจ้าท่า และอื่นๆ อีกมากมายจำชื่อไม่หมด ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ช่างขยันขันแข็ง  ออกมาให้ความเห็น  คำแนะนำ  กึ่งทำนายถึงผลกระทบของพี่แกมี  ตั้งแต่พี่แกยังอยู่ในทะเลจีนใต้โน้น  บ้างก็ว่าพี่แกมี  จะมาตั้งแต่คืนวันที่ 5 มาพร้อมความเกรียวกราด เร้าร้อน รุนแรง ผ่าทะลุมาสร้างความปั่นป่วนถึงใจกลางประเทศไทย ประมาณพายุเกย์  หรือล่าสุดปีที่แล้วก็พี่ไหหม่า หาใหม่  พี่นกแร้งนกเตน  บางกระแสก็ว่าพี่แกมี แกจะมาแบบ เร้าร้อน  ในช่วงแรก  แต่นกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำ  พี่แกก็จะอ่อนระทวยลงเมื่อเจอความขาว ความหมวยของสาวๆ ฝั่งเวียดนาม  ล่วงเลยไปถึงความแข็งแรง บึกบึน  ของสาวๆ เมืองขะแมร  จะเหลือเพียงน้ำแฉะๆ  กระปริดกระปรอยมาให้สาวไทยได้เชยชม  แม้แต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่บางคนที่ช่างปลอดประสบการณ์  เก่งแต่ปาก  ทำงามหน้าจากปีที่แล้ว  แต่ก็ยังไม่ถูกปลด   ได้ลอยหน้ามาเป็นหัวหน้าทีมดูน้ำจนทุกวันนี้  ที่เที่ยวไปป่าวประกาศกร้าวให้รู้ว่าตรูยังเอาอยู่  ตรูนี่แหละที่ฟ้าส่งมาปราบพายุแกมี  ให้แกมี  แกมาอีก 10 ลูกก้อไม่กลัว  แต่วันรุ่งขึ้นไหงกลับบอกแบบไม่อายใครว่า  ‘ประชาชนที่รักจ๋า  ช่วยกรุณาหลบพี่แกมีอยู่แต่ในบ้านนะ  งานการใดๆ ให้หยุดไว้ก่อนซัก 2 วันนะจ๊ะ  พี่ไม่ได้กลัวแต่พี่เกรงใจ  กลัวจะเอาไม่อยู่  เจ้าหน้าที่จะได้ช่วยๆ กันแก้ไขทัน  แหม…ก็เห็นต่างประเทศเค้าทำกันนินา’  เวรจริง มีผู้บริหารแบบนี้  ที่ต่างประเทศเค้าโดนน่ะ  มันพายุไต้ฝุ่น  ไม่ก็เฮอริเคน  ระดับ 3  ขึ้นนะลุง  ไม่ใช่พายุโซนร้อน  อ่อนกำลังเป็นหย่อมฝน  หยุมหยิมแบบนี้โว้ย!!!  ฟังแล้วอายแทนลุงเค้าจริง จริ๊งงง  และอีกหลายข่าวหลายกระแสมากมายจนชาวบ้านไม่รู้จะเชื่อใครดี  เลยบอกช่างแ_่ง แกจะมี  แกจะมา  เดี๋ยวแกก็ต้องไป  หนักกว่าแก  ปีที่แล้วชั้นก็ยังทนอยู่มาได้  ไม่ปริปากบ่นซักคำ  สรุปตอนที่เขียนเรื่องนี้ อยู่พี่แกมี  ก็ไม่แรงจริงดั่งคำทำนาย  เป็นเีพียงน้ำฝนกระปริดกระปรอย  พลอยให้เสียวแต่ไม่เสร็จ  รอเก้ออยู่จนบ่าย  เห้อกรรมของกรูแท้  มีผู้บริหารประเทศแบบนี้  ยังดีที่ประเทศเรายังไม่เคยเจอพี่พายุแบบฟิตเปรี๊ยะ  มาเต็มๆ  มาเน้นๆ เหมือนที่ญี่ปุ่น  หรือเวียดนามโดน  ไม่งั้นคงจะได้หัวเราะกันทั้งน้ำตากันแน่คราวนี้

กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อ  ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 3 แล้วสำหรับซีรี่ย์ สูตรลับกำจัดอ้วน  ตอนนี้จะแนะนำในส่วนของการเอาออกบ้าง  โดยผมจะนำเสนอ  สิ่งที่เป็นความเชื่อ  และความจริงที่เกี่ยวกับการออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก  ขอย้ำนะครับว่า  นี่เป็นบทความเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก  ซึ่งจะต่างจากการออกกำลังแบบทั่วๆ ไป  ซึ่งไม่ว่าการออกกำลังแบบไหน  มันก็ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นแหละ  ถ้าไ่ม่หักโหมจนเกินไป  เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เห็นด้วยกับสโลแกนของ ส.ส.ส. ที่่ว่า  แค่ขยับ  เท่ากับออกกำลัง  อันนี้ผมไม่เถียง  แต่นั่นเค้าออกเพื่อสุขภาพโดยรวม  แต่ไม่ใช่การลดน้ำหน้ก  โดยผมขอเขียนเป็นข้อๆ  เพื่อง่ายแก่การทำความเข้าใจ  ตามอ่านกันต่อได้เลยครับ ข้อมูลส่วนใหญ่ผมนำมาจาก http://www.muscleandstrength.com/articles/main.html หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม  ก็ลองไปอ่านจากต้นฉบับดูนะครับ

ความเชื่อ: ยิ่งใช้เวลาออกกำลังมาก  จะยิ่งลดน้ำหนักได้มาก

ความจริง: ไ่ม่จำเป็นเสมอไป  เพราะน้ำหนักจะเพิ่มหรือลด  60 % อยู่ที่อาหาร  ส่วนอีก  40% อยู่ที่การออกกำลัง  และการพักผ่อน  หากเราออกกำลังอย่างถูกวิธี  และมีขั้นตอน  การออกกำลังเพียงวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง  3  วันต่อสัปดาห์  นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการลดน้ำหนัก  ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลา  แต่อยู่ที่วิธีการออกที่ถูกต้อง  การออกกำลังกายมากเกินไป  ไม่ได้ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น  แต่จะเป็นผลเสียซะมากกว่า  เพราะร่างกายจะเกินสภาวะ over trained ทำให้ร่างกายทรุดโทรม  หรือเกิดอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดได้  แล้วออกกำลังอย่างไรให้ถูกวิธี  อยากรู้ก็อ่านข้อต่อไปนะจ๊ะ

ความเชื่อ:  ออกกำลังเบาๆ  แบบ Low Intensity หรือ Cardio แต่เพียงอย่างเดียวก็พอแล้วสำหรับการลดน้ำหนัก

ความจริง:  ถูกเพียงครึ่งเดียว  ถ้าอยากจะเห็นผลเร็วกว่า  ควรออกกำลังทั้งแบบ Low Intensity หรือ Cardio ควบคู่ไปกับการออกกำลังแบบ High Intensity และ การยกน้ำหนัก

อันนี้ต้องอธิบายเพิ่มหน่อยสำหรับคนที่ไม่เข้าใจศัพท์เทคนิค  โดยปกติคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการลดน้ำหนักคือการ burn fat และ  การออกกำลังแบบ  Low Intersity หรือ Cardio เช่นการวิ่งช้าๆ  แบบ jogging หรือ  การเล่นปั่นจักรยาน  หรือ cross training เป็นการ burn fat อันนี้ถูก  แต่จริงๆ  แล้วเราควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  โดยการยกน้ำหนัก  (ที่หนักจริงๆ นะ)  และ  ออกกำลังแบบ  High Intensity Interval Training (HIIT)  เช่น  การวิ่งแบบเร็วมากๆ  นาน 2 นาที  สลับกับวิ่งช้าๆ 2 นาที   เพื่อกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ถึง  70-80 % ของอัตตราการเต้นของหัวใจสูงสุด  ควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้การออกกำลังได้ผลเร็วตามที่ต้องการ

เหตุผลก็คือ  การที่เราสร้างกล้ามเนื้อโดยการยกน้ำหนักนั้น  เพื่อประโยชน์ในการเผาผลาญพลังงานตลอดวันที่เราอยู่นอกยิม  เพราะกล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัมต้องใช้พลังงานในการคงสภาพ  มากกว่า  ไขมัน 1 กิโลกรัม  (ไขมันใช้พลังงานในการคงสภาพเกือบเป็นศูนย์)  ฉะนั้นแปลว่าถ้าเรายิ่งสร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้นเท่าไหร่  อัตตราการเผาผลาญพลังงานต่อวันของร่างกายเราก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น  และเราก็จะใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ได้ตลอดทั้งวัน  ไม่ใช่แค่ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงที่เราอยู่ในยิม การยกน้ำหนักนั้นผู้หญิงก็สามารถทำได้เช่นกัน  ส่วนมากผู้หญิงจะกลัวการยกน้ำหนัก  หรือแม้กระทั่งผู้ชายบางคนก็กลัวการยกน้ำหนัก  คนส่วนใหญ่จะกลัวว่าหากยกน้ำหนักแล้ว  จะได้กล้ามเป็นลูกๆ  แบบนักเพาะกาย แขนขาใหญ่ ไม่สวยแบบหญิงๆ (หรือชายใจหญิงบางคน)  อันนี้ผมขอรับรองด้วยเกียรติของ ร.ด. ปี 3  ว่าไม่มีทางเป็นไปได้หากเราไม่ยกน้ำหนักแบบที่ hardcore คือหนักจริงๆ  และเยอะจริงๆ  บอกกับการทานโปรตีนหรืออาหารเสริมด้วย  ตรงกันข้ามการยกน้ำหนักแบบพอเหมาะกลับจะทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นดูกระชับ  ดูเล็กลง  ได้สัดส่วนมากขึ้น  เพราะไขมันส่วนเกินนั้นถูกแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อ

ส่วนการออกกำลังแบบ HIIT นี้มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ  ทำให้ไม่เป็นโรคไขมันอุตตันในเส้นเลือด  และยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน อะดรีนาลีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข  ทำเรารู้สึกสดชื่น  หลังออกกำลังกาย  และทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันดำเนินต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงหลังการออกกำลังแบบ HIIT

ทั้งหมดทั้ง Low Intensity, Cardio, HITT, Weight Training  เมื่อทำไปพร้อมๆ กัน  จะทำให้เห็นผลเร็วที่สุด โดยให้สลับการออกกำลังแต่ละแบบในแต่ละวัน  เช่น  วันที่ยกเวท  ก็ให้ Burn Fat แบบ Low Intensity คู่ไปด้วย  แล้วอีกวันก็สลับเป็นการออกกำลังเป็นแบบ HIIT เป็นต้น

ความเชื่อ: ยิ่ง sit-up เยอะ  ยิ่งเห็น 6-pack ชัด

ความจริง: การ sit-up เป็นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง  แต่การจะทำให้เห็นเป็น 6-pack นั้น  เราจะต้องกำจัดชั้นไขมันที่มาพอกปิดกลุ่มกล้ามเนื้อเหล่านั้นออกไปให้หมดเสียก่อน  อันที่จริงเราทุกคนหากผ่าเอาชั้นไขมันออกไป  โครงสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องของเราก็จะประกอบไปด้วยก้อนเนื้อ 6 ก้อนเหมือนกันทุกคนอยู่แล้ว  โดยที่เราไ่ม่ต้อง sit-up เลยแ่ม้แต่ครั้งเดียว  ไม่เชื่อลองไปหารูป anatomy กล้ามเนื้อมนุษย์มาดูก็ได้  แต่ที่เรามองไม่เห็นเป็น 6 ก้อน  นั่นก็เพราะมันถูกปกคลุมไปด้วยชั้นไขมัน  หรือเรียกง่ายๆ  ว่าพุงนั่นแหละ  ยิ่งพุงกลมก็ยิ่งแปลว่าเรามีชั้นไขมันที่หนา  ฉะนั้นหากเราต้องการจะทำให้เรามี 6-pack ที่ชัดเจน  เราต้องออกำลังกายส่วนอื่นๆ ร่วมด้วยกับการออกกำลังหน้าท้องแบบต่างๆ  ซึ่งไม่ได้มีแค่ท่า sit-up

ความเชื่อ:  คนที่เล่นกล้ามหนักๆ  แล้ว  จะต้องเล่นไปตลอดชีวิต  หากหยุดแล้วจะทำให้อ้วน

ความจริง: การหยุดเล่นกล้ามแบบหนักๆ  ไม่ได้ทำให้เราอ้วน เว้นแต่เราหยุดออกกำลังไปเลยอันนี้ ไ่ม่เถียงว่าอ้วนแน่ๆ  สาเหตุจริงๆ  ที่เราอ้วนก็เพราะปริมาณการเอาเข้า  กับการเอาออกเริ่มไม่สมดุลกัน  ส่วนใหญ่คนที่เล่นกล้ามแบบหนักๆ  นั้น  จำเป็นต้องกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ  เพื่อนำสารอาหารไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่  และเมื่อหยุดเล่นกล้ามไป  ร่างกายยังคงเคยชินกับการกินในปริมาณที่มากเหมือนสมัยตอนเล่นหนักๆ  นั่นก็เป็นสาเหตุให้เกิดเป็นไขมันส่วนเกิน  และกล้ามเนื้อที่เคยมี  เมื่อไม่ได้มีการใช้งานไปนานๆ  ก็จะแปรสภาพเป็นเพียงก้อนเนื้อเหลวๆ  ไปรวมกับชั้นไขมัน  เลยทำให้ดูอ้วนง่ายกว่าคนปกติ  ฉะนั้นหากเรายังทำให้  ‘เอาเข้ากับเอาออก’  ให้สมดุลกัน  และยังมีการออกกำลังอยู่เป็นประจำ  แม้จะไม่ได้เล่นกล้ามหนักเช่นเดิมแล้ว  โอกาสที่เราจะกลับไปอ้วนเผละ แบบคนไม่ออกกำลัง  จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ยาวละสำหรับ blog นี้  เอาแค่นี้ก่อนละกัน  เดี๋ยวจะ upload ไม่ทันหมดวันจันทร์ซะก่อน  ยังไงถ้าอ่านแล้วยังมีข้อสงสัย  หรือคำถามอื่นๆ เพิ่มเติม  ก็เขียน comment ทิ้งไว้นะครับ  จะพยายามหาคำตอบมาตอบให้กับทุกคำถามเท่าที่จะทำได้  เจอกันใหม่คราวหน้านะครับ  Happy Working Out กันทุกๆ คนนะครับ

สูตรลับกำจัดอ้วน ตอนที่ 2

สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน  หายหน้าหายตาไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ คิดถึงกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย  อะนะก็ถามไปอย่างงั้นแหละ ไม่คิดถึงก็ไม่เป็นไร  ยังไงก็รักคนอ่านทุกคนนะครับ ฮิ้ววว…

ก่อนจะเข้าเรื่องที่ค้างไว้ตอนที่แล้ว  ผมก็มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังซักเรื่อง  พอดีวันนี้ได้มีโอกาสไปเดินห้างหรูแถวสยาม ชื่ออะไรก้อนๆ ก็พารากอนนั่นหล่ะครับ  เอ่ยชื่อกันไปเลยแมนๆ ไม่เคยกลัว  พอดีเค้าเพิ่งจะเปิดร้านเสื้อผ้าร้านใหม่ แบรนด์ดังร้านหนึ่ง  จากยุโรปไม่แน่ใจว่าสเปน หรือเปล่านะ ก็เห็นคนรอเข้าคิวอยู่หน้าร้าน แถวยาวๆ ตั้งหน้าตั้งตารอจะเอาตังค์ไปให้คนขาย คนรอนี่ก็มีทั้งคนไทยหัวใจ(แบรนด์)นอก และก็นักท่องเที่ยวซึ่งส่วนมากจะหัวดำๆ เหมือนเราเนี่ยแหละที่บ้าแบรนด์นอกเช่นเดียวกัน จริงๆ แบรนด์นี้ก็ถือว่าเป็นแบรนด์บ้านๆ แถบฝั่งยุโรปเข้าใช้กันแบบ day-to-day ไม่ได้ hi-so อะไรเลย ที่ผมเขียนนี่ก็ไม่ได้จะมาว่าหรือต่อต้านสินค้าแบรนด์เนมต่างชาติแต่อย่างใด  ผมเองก็ไม่ได้รังเกียจสินค้าแบรนด์แนม หรือชาตินิยมจ๋ากระแตะทำเป็นด่าเค้า แต่ตัวเองก็ใช้เอง บนตัวผมก็มีสินค้าแบรนด์เหล่านี้อยู่เช่นกัน  แต่ที่เขียนนี่ก็เพื่อจะชื่นชมคนคิดแคมเปญของร้านเหล่านี้ต่างหาก  ที่เค้าสามารถสร้างเหตุการณ์ให้คนผ่านไปผ่านมาพูดถึงได้ร้านเค้าได้  หรือส่งต่อกันทาง social network ได้อย่างแนบเนียน  ภาษาทางการตลาดนี่เค้าเรียกอะไรนะ  word of mouth marketing อะไรประมาณนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ  วานผู้รู้มาตอบที  และกลยุทธที่เค้านำมาหลอกล่อหรือเราหลอกตัวเองนั่นแหละ  คือการทำตัวสินค้าของเค้า  หรือร้านค้าของเค้าให้เข้าถึงได้ยากขึ้น  คือมีการจำกัดจำนวนคนเข้าร้านในแต่ละช่วงเวลา  ทำให้เรารู้สึกท้าทายและเป็นคนที่พิเศษหากเราได้ไปเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ได้มีถุงสินค้าเหล่านั้นติดไม้ติดมือออกมา  คุณอาจบอกว่าแหมก็มันลดราคานิ  คนก็ต้องอยากซื้อของถูกเป็นธรรมดา  อันนี้ก็คงมีส่วนจริง  แต่ที่ผมเห็นทุกร้านทุกศูนย์การค้าก็จะมีการจัดโปรโมชั่น กระหน่ำลด แลก แจก แถม กันเป็นประจำอยู่ทุกเดือนอยู่แล้ว  เราก็ไม่เห็นจะตื่นเต้นอะไร  ไม่เชื่อลองไปดูร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์หนึ่งที่ เซ็นทรัลเวิล์ดดูซิครับ  ตอนเปิดใหม่ๆ แถวยาวพันรอบห้างไป 3 ชั้น  ทุกคนที่ผ่านต้องถ่ายรูป share รูปกันให้เห็นถึงความอลังการ  มีการถ่ายรูปคู่กับถุง หรือตัวสินค้า และแชร์กันบน Facebook หรือ Instagram ก็แล้วแต่  ให้โลกรู้ว่า  ‘นี่ไงมึงกู(โง่)มาเข้าคิวรอตั้ง 2 ชั่วโมง  เพื่อซื้อเสื้อยืดบ้านๆ สกรีนลายการ์ตูนต๊องๆ  ตัวนี้ได้ในราคาแค่ 300 บาท แต่มันเป็นเสื้อของ… ที่เพิ่งมีในเมืองไทยเลยเชียวนะ มึงมีป่าวว้า สาดดด’ อะไรประมาณนี้  วันนี้ลองกลับไปดูร้านเดิม  เห็นเพิ่งจัดลดราคาโปรโมชั่นกันไป  ไม่เห็นมีใครมาเข้าคิวรอซื้อเลย  พนักงานขายเดินกันว่อนมากกว่าคนซื้อซะด้วยซ้ำ  ก็เอามาเล่าสู่กันฟังขำขำ  ร้านพวกนี้  ผมว่าถ้าเรารอซักพักแล้วเราค่อยเข้าไปเดินเลือกซื้อแบบสบายๆ ก็คงไม่มีใครว่าเราเชยหรอกเนอะ

เขียนไปเขียนมาชักจะยาวยังไม่ได้เข้าเรื่องของเราเลย  ครับความเดิมตอนที่แล้ว (สูตรลับกำจัดอ้วน ตอนที่ 1) ผมได้บอกสูตรการกำจัดอ้วนเอาไว้ หนึ่งข้อ  และข้อเดียวจริงๆ  หากคุณทำได้  คือ เอาเข้า ให้น้อยกว่าเอาออก ตอนนี้ผมจะมาเขียนถึงรายละเอียดของการ  ‘เอาเข้า’

ตามคำจำกัดความของผมเอง  โดยไม่ได้ผ่านการรับรองจากสถาบันใดๆ  การเอาเข้าก็หมายถึงการ กิน รับประทาน แดก ยัด ดื่ม บริโภค อาหารหรือสสารใดๆ เข้าสู่ร่างกาย  เพื่อผ่านกระบวนการย่อย  แล้วเปลี่ยนสสารเหล่านั้นให้เป็นพลังงานที่เราใช้ในการดำรงชีวิตหรือทำกิจวัตรประจำวันทั้งหลาย  รวมถึงเพื่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย

เราทุกคนรู้จักการกินมาตั้งแต่เกิด  แต่เรารู้หรือไม่ว่ากินอย่างไรเราถึงจะไม่อ้วน  คำตอบง่ายๆ แบบฟันไม่เลี้ยงก็คือ  อย่ากินให้เกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน ซิจ๊ะ คำถามต่อมา คือ  แล้วแต่ละวันร่างกายเราต้องการอาหาร หรือพลังงานเท่าไหร่หล่ะ  อันนี้ผมตอบไม่ได้  เพราะแต่ละคนมีความต้องการพลังงานในแต่ละวันแตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับ อายุ (เด็ก หรือ วัยรุ่นจะมีความต้องการอาหารและพลังงานมากกว่าผู้สูงอายุ)   เพศ (ชาย หรือ หญิง)  ความสามารถในการเผาพลาญ  (จากพันธุกรรมและปริมาณของกล้างมเนื้อ -> อันนี้สำคัญ และจะกล่าวถึงในบทต่อไปว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องยกน้ำหนักเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ  นอกเหนือไปจากการออกกำลังแบบปกติทั่วๆ ไป)  กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำระหว่างวัน (พนักงานออฟฟิสกับผู้ทำงานกลางแจ้งแบกหามย่อมใช้พลังงานต่างกัน)  ฯลฯ  ในเว็ปต่างๆ มีข้อมูลเหล่านี้อยู่มากมายลองไปค้นคว้าหาความรู้กันดูนะครับว่า  ในหนึ่งวันตัวคุณต้องการพลังงาน (หน่วยเป็นแคลอรี่) เท่าไหร่  สมมุติว่าคุณต้องการใช้พลังงานทั้งหมด 2500 แคลลอรี่ในหนึ่งวัน  นั่นก็แปลว่าหากคุณเอาพลังงานเข้าไป  มากกว่า 2500 แคลลอรี่  ส่วนที่เกินก็จะไปถูกไปเก็บเป็นพลังงานสำรองในรูปของ ไขมัน  นั่นเอง แต่หากถ้าเราเอาพลังงานเข้าสู่ร่างกายน้อยกว่าที่เราต้องการ  ร่างกายก็จะนำพลังงานสำรองเหล่านั้นมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต  คุณอาจคิดว่า  อย่างงี้ก็ไม่อยากซิ  เราก็แค่อดอาหารซักอาทิตย์สองอาทิตย์  พอร่างกายเราขาดพลังงาน  ที่นี้ร่างกายเราก็จะเอาไขมันมาใช้  แล้วเราก็จะได้ผอมสมใจ  หยุด!! ความคิดเรื่องอดอาหารไว้ตรงนี้ และเดี๋ยวนี้  นั่นคือสิ่งที่ผิดอย่างร้ายแรง  ทำไมผมถึงบอกว่าอดอาหารผิด  มันมีที่มาที่ไปตามหลักวิทยาศาสตร์  ไม่ใช้แค่ความเชื่อ  หรือฟังเค้าต่อๆ กันมา เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม

ร่างกายมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมหัสจรรย์อันดับต้นๆ ของธรรมชาติ   ร่างกายเรามีวิธีการอันแยบยลในการมีชีวิตรอดในธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ  สมัยนั้นมนุษย์เรายังดำรงค์ชีวิตอยู่โดยการล่าสัตว์นำมาเป็นอาหาร  การล่าสัตว์ได้มากหรือน้อยหรือไม่ได้เลยย่อมเป็นไปตามความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และฤดูกาล  จึงอาจมีบางช่วงที่อาหารที่เราล่าได้อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ  ธรรมชาติจึงได้สร้างกลไกในร่างกายเรา  ให้สามารถปรับตัวได้เพื่อความอยู่รอด โดยปกติคนเราสามารถอดอาหารได้เป็นสัปดาห์โดยไม่ตาย  แต่อดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน  แต่ทำไมเราถึงบอกกว่าการอดอาหารไม่ทำให้ไขมันหายไป  คำตอบก็เพราะว่าเมื่อร่างกายประสบกับภาวะขาดอาหาร ไขมันจะเป็นอย่างสุดท้ายที่ร่างกายนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน  ร่างกายจะนำสิ่งที่เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ง่ายที่สุดมาใช้ก่อน  นั่นก็คือโปรตีนและกรดอะมิโนต่างๆ ที่อยู่ตามกล้ามเนื้อ  จนเราใช้โปรตีนที่จะสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้หมดไปต่ำกว่าที่ร่างกายจะรับได้  ต่อมาร่างกายถึงจะนำไขมันที่เราสะสมไว้มาเป็นพลังงาน  และเมื่อร่างกายประสบกับสภาพวะขาดอาหารนานๆ เข้า  ร่างกายก็จะปรับให้มีการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันให้น้อยลง  เพื่อชดเชยสารอาหารและพลังงานที่หายไปจากสภาวะการขาดอาหาร    ฉะนั้นหากเราลดน้ำหนักโดยวิธีการอดอาหาร  ในช่วงแรกเราอาจจะพบว่าน้ำหนักตัวหายไปได้อย่างรวดเร็ว  แต่นั่นไม่ใช้ไขมันที่หายไป  แต่คือน้ำและโปรตีนจากกล้ามเนื้อที่หายไปต่างหาก  ขณะที่ไขมันซึ่งเป็นตัวการทำให้เราอ้วนจะยังอยู่เหมือนเดิม  และจากที่กล่าวมา  การอดอาหารยังจะทำให้เราให้เผาผลาญพลังงานในแต่ละวันลดลง  เพื่อรักษาพลังงานสะสมให้อยู่รอดตามสัญชาตญาณให้นานที่สุดด้วย  และเมื่อไรก็ตามที่เรากินอาหาร  สิ่งแรกที่ร่างกายจะทำก็คือสะสมไขมันให้มากขึ้นกว่าเดิม  เพื่อความมั่นใจว่าเราจะมีพลังงานสะสมไว้ใช้อย่างพอเพียงหากเราต้องเจอสภาวะการขาดแคลนอาหารอีกในวันข้างหน้า  ฉะนั้นน้ำหนักเราจึงกลับขึ้นมาเท่าเดิมหรือมากกว่าตอนที่เราเริ่มอดอาหารเสียอีก  และนั่นก็คือสาเหตุของอาการที่เรียกว่าโยโย่เอ็ฟเฟ็ก  กระบวนการนี้เป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่อยู่ในร่างกายเรามาตั้งแต่มีกำเนิดมนุษย์คนแรก  จนปัจจุบันนี้กระบวนการเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญ  หรือเทคโนโลยีแต่อย่างใด

คำถามต่อมาแล้วเราจะเอาเข้าอย่างไรไม่ให้อ้วนดี  คำตอบ  คือ

  • กินให้น้อย (กว่าความต้องการต่อวัน) แต่อย่าหักโหม  ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคำนวนปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการในแต่ละวัน  แล้วเฉลี่ยว่าต้องกินในแต่ละมื้อเป็นปริมาณเท่าไหร่ เช่น  เราต้องการใช้พลังงาน  2500 แคลลอรี่ต่อวัน  ถ้าเราต้องการจะคงน้ำหนักให้เท่าเดิม  เราก็จะต้องกินอาหารไม่เกิน  2500 แคลอรี่ และนำปริมาณแคลอรี่มาหารเฉลี่ยเป็นต่อมื้อ  เราก็ไม่ควรจะกินเกินมื้อละ 416 แคลอรี่  (อันสามารถปรับได้ในแต่ละมื้อ  แต่เมื่อรวมทุกมื้อไม่ควรเกิน  2500)  ส่วนถ้าเรายากจะให้น้ำหนักลดลง  เราก็ตั้งเกณฑ์ว่าเราต้องกินวันละไม่เกิน  2200-2300 แคลอรี่ต่อวันเป็นต้น  ในปัจจุบันมี app หลายตัวที่ช่วยให้เราสามารถคำนวนปริมาณแคลอรี่ที่เราต้องการในแต่ละวัน  และบันทึกปริมาณแคลอรี่ของอาหารของที่เรากินเข้าไป  เพื่อดูว่าเรากินอาหารไปเกินกว่าความต้องการแล้วหรือยัง  app ที่ผมใช้อยู่ชื่อ MyNetDiary ลองไปหาดูนะครับ  มีทั้ง version free และ version เสียตังค์
  • กินให้บ่อย เท่าที่จะทำได้  (5-6 มื้อเล็กๆ ต่อวัน) การกินอาหารบ่อยๆ จะทำให้ร่างกายเรามีการกระตุ้นการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา  เป็นการบอกให้ร่างกายรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในสภาวะขาดอาหาร  ไม่ต้องกระแดะสะสมไขมันเพิ่มนะเว้ย
  • กินให้ถูกส่วน  นั่นคือ สัดส่วนสารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการ 3 อย่างคือ  คาร์โบไฮเดรด  โปรตีน และไขมัน  ควรอยู่ในสัดส่วน  40-30-30 เปอร์เซ็นต์  หมายความว่า  ถ้าพลังงานทั้งหมดที่เราได้จากอาหารในแต่ละวันเป็น 100%  40% ควรมาจาก คาร์โบไฮเดรด 30% จากโปรตีน  และอีก 30% มาจากไขมัน  ครับคุณอ่านไม่ผิด  เราไม่จำเป็นจะต้องงดไขมัน  หรืองดแป้งแต่อย่างใด  ที่เราควรกินคือ  กินไขมันดี ไขมันที่ไม่อิ่มตัว  ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ง่าย เช่น ไขมันจากปลา หรือใช้น้ำมันมะกอกในการปรุง  ส่วนแป้งควรจะเป็นแป้งที่ผ่านกระบวนการทางการผลิตให้น้อยที่สุด  งดแป้งฟอกขาว  ถ้าเป็นข้าวควรเป็นข้าวกล้อง  ขนมปัง multi grains หรือ whole wheat ถ้าเป็นอาหาร Organic ได้จะยิ่งดี ส่วนโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ต่างๆ  พวกเนื้อขาว เช่นเนื้อปลา เนื้อไก่ จะมีปริมาณไขมันต่อกรัมน้อยกว่า พวกเนื้อแดง เช่นเนื้อหมู  หรือเนื้อวัว  อย่าลืมทานผัก และผลไม้ต่างๆ  เพราะผักและผลไม้เหล่านี้เป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการในซ่อมแซมและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอด้วย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว  การดื่มน้ำควรดื่มให้สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน  น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้  และจำเป็นในกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย  หากร่างกายขาดน้ำ  จะทำให้กระบวนการเผาผลาญรวนไปด้วย
  • ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอลฮอล  ชา  กาแฟ  อันนี้ถ้าทำได้ก็ทำเพราะแอลกอฮอลก็คือน้ำตาล  น้ำตาลส่วนเกินก็คือไขมัน  (ข้อนี้ผมก็ยังทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะกาแฟ กับแอลกอลฮอล ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผมอยู่ ^^v )
  • เติมความหวานให้ชิวิตได้  แต่ให้งดเติมน้ำตาลในอาหาร  ปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้เพียงพอจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติอยู่แล้ว  เช่นในผลไม้ต่างๆ  ส่วนที่เกินไป  ร่างกายก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านั้นให้เป็นไขมันอยู่ดี  และน้ำตาลที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ผ่านกระบวนการฟอกขาวและเป็นสารเคมีซะส่วนใหญ่  และไม่ควรเติมสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ทำมาจากสารเคมีต่างๆ  สารให้ความหวานเหล่านี้มีอันตรายมากกว่าน้ำตาลจริงๆ เสียอีก  อย่าไปหลงเชื่อคำโฆษณาที่เหล่าผู้ผลิตที่ทำให้เราหลงคิดว่า  เป็นสารที่ดี  สามารถแทนน้ำตาลได้  เช่น  พวกน้ำอัดลมแบบไดเอ็ตต่างๆ  ของเหล่านี้ไม่มีวันทำให้เราผอมลงไปได้เลย  แถมยังสะสมในร่างกายเป็นอันตรายในระยะยาวอีกด้วย  หากจำเป็น(จำเป็นจริงๆ นะ) จะต้องทานน้ำอัดลม  ก็กินแบบธรรมดานั่นแหละ  แต่แทนที่จะต้องกินทั้งกระป๋อง (ปกติโค็ก 1 กระป๋องมีพลังงาน 160 แคลอรี่) ก็ให้กินแค่พอหายอยากซักครึ่งกระป๋องพอ  แล้วอีกครึ่งก็แบ่งให้เพื่อนข้างๆ กิน  นอกจากได้ผอมแล้วยังดูเป็นคนใจดี  สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่สามารถใช้ได้  ควรเป็นสารที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น  สารสกัดจากหญ้าหวาน (Stevia Leaves) ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติ  ไม่มีสารเคมีสะสมในระยะยาว  ลองไปหากันดู  ตามซูเปอร์ชั้นนำบ้านเราก็มีขายอยู่  แต่ยังไม่มากนัก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ  อย่าเครียด  เพราะเครียดแล้วมันจะหงุดหงิด  พอหงุดหงิดมันก็จะหิว
  • ให้มีวันปล่อยผีได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน  นั่นคือวันที่คุณจะกินอาหารอะไรก็ได้  ในปริมาณเท่าไหร่ก็ได้  (ตามทฤษฎีนะ แต่คุณก็คงจะไม่อยากกินจนตัวแตกในวันนี้วันเดียวหรอกใช่มั้ย) อันนี้ถือว่ามีประโยชน์ในโปรแกรมการลดน้ำหนัก 2 ทางคือ ประโยชน์ทางร่างกาย  คือการที่เรากินอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ 1 วันในสัปดาห์  เป็นการส่งสัญญาณหลอกไปให้ร่างกายเราหลงเชื่อว่า  เราไม่มีสภาวะการขาดอาหารและร่างกายก็จะไม่สะสมไขมัน  กับประโยชน์ทางจิตใจ  คือเป็นการลดความอยาก  ความโหย  ซึ่งความอยากกินนี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เรายอมแพ้  และเลิกลดน้ำหนักไปในที่สุด  ถือเป็นรางวัลให้กับตัวเองที่ได้อุตส่าอดทนมีวินัยในการกินมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับการเอาเข้าเท่าที่ผมพอนึกออกนะครับ คราวหน้าผมจะมาบอกถึงวิธีการเอาออก  และความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย  เช่น  การเดิน  หรือวิ่ง jogging อย่างเดียวก็เพียงพอในการลดน้ำหนักแล้วจริงหรือ  การ sit-up ยิ่งมากครั้งยิ่งเป็นการสร้าง 6 แพ็คที่เร็วที่สุดจริงหรือ  ออกกำลังกายยิ่งนาน ยิ่งบ่อย ยิ่งผอมจริงหรือ  เล่นกล้ามแล้วหยุดเล่นจะทำให้อ้วนจริงหรือ  และอื่นๆ อีกมากมาย  ติดตามอ่านกันต่อๆ ไปนะครับ

ทิ้งท้ายมาตรฐานเกี่ยวกับปริมาณไขมันต่อน้ำหนักตัวที่ใช้กันอยู่นะครับ

Female Bodyfat Levels

  • Competition Shape (“ripped”): 8-12%
  • Very Lean (excellent): < 15%
  • Lean (good): 16-20%
  • Satisfactory (fair): 21-25%
  • Improvement needed (poor): 26-30%
  • Major improvement needed (Very poor): 31-40%+

Male Bodyfat Levels

  • Competition Shape (“ripped”): 3-6%
  • Very Lean (excellent): < 9%
  • Lean (good): 10-14%
  • Satisfactory (fair): 15-19%
  • Improvement needed (poor): 20-25%
  • Major improvement needed (Very poor): 26-30%+

สูตรลับกำจัดอ้วน

สวัสดีครับทุกๆ คน  หายหน้าหายตาไปหลายวัน วันนี้ก็ได้ฤกษ์กลับมาเขียนเรื่องราวสบายๆ แบบมีสาระปลอมปน (คือมีน้ำเยอะๆ มีสาระน้อยๆ นั่นแหละ) ให้ทนอ่านกันอีกครั้ง  จากคราวก่อนๆ ที่ผมได้เขียนเรื่อง ระยะทางแสนลี้ เริ่มต้นที่ลุกขึ้นยืน  (อ่านกันยังเนี่ย ถ้ายังก็ไปอ่านซะก่อนนะ เดี๋ยวจะงง) แล้วได้ยกตัวอย่างการสร้างแรงบันดาลใจเป็นการลดน้ำหนัก ประกอบกับระหว่างที่ผมได้ไปพักเปียก (คือการพักร้อนในฤดูฝนน่ะ) มีเพื่อนๆ มิตรสหายทั้งหลาย ส่งข้อความมาถามเกี่ยวกับการลดน้ำหนักกันหลายครั้งอยู่ เลยจะขอถือโอกาสนี้ นำประสบการณ์ ทั้งที่ได้จากการอ่านบทความตามเว็ปต่างๆ (ทั้งในและต่างประเทศ) และที่ผมได้นำมาทดลองปฎิบัติเอง  มาเล่าสู่กันฟังในบล็อคนี้ โดยผมจะแบ่งเรื่องนี้เป็น หลายตอนๆ หน่อยนะครับ เพราะเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ไหนจะนอกเรื่องไปอีกกว่าครึ่ง 5555 😛 (ความจริงเรื่องนี้เรืองเดียว สามารถเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ กันเลยทีเดียว  แต่ผมจะไม่เน้นพวก  ทฤษฎีทางเคมี-ชีววิทยา หรือ โภชนวิทยา หรือ whatever วิทยา แต่ผมจะเน้นไปที่หลักการปฏิบัติจริงๆ ที่ผมได้พิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง) โดยช่วงแรกจะเป็นเรื่องของการลดน้ำหนักแบบพอเพียง คือ การลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกาย แบบค่อยเป็นค่อยไป (ขีดเส้นใต้คำว่าควบคุมอาหาร นะครับมันไม่ใช่อดอาหาร)  กับ ช่วงที่สองจะกล่าวถึงการสร้างเสริมกล้ามเนื้อโดยการกินอาหารหลัก 5 หมู่ และ อาหารเสริม จำพวกโปรตีนและวิตามิน ต่างๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบหนักหน่วง (ซึ่งผมกำลังทดลองทำจริงอยู่ ณ ตอนนี้)

คำถามที่ผมมักจะได้ยินจากคนที่อยากจะลดน้ำหนักถามกันเสมอคือ ทำยังไงถึงจะลดน้ำหนักได้เร็วๆ  ใช้เวลาน้อยๆ  ไม่เหนื่อย ไม่ต้องออกกำลัง ไม่ต้องอดอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย คืออยากแบบว่าอยู่ดีๆ ตื่นมาแล้วผอมเลยอะไรแบบเนี้ยอะ (ออกเสียงแรดๆ อ้อนๆ แบ้วๆ หน่อยจะได้อารมณ์มาก)  ผมก็เลยลองไปศึกษาบทความตามเว็ปต่างๆ มาแล้วพบว่า  มีอยู่ 2 ทางที่จะทำได้ คือ 1. ป่วย 2. ตาย (แล้วไปเกิดใหม่เป็นคนผอม) บางคนอาจจะเถียง เฮ้ย!! มีซิ ก็กินยาลดความอ้วนไง หรือไม่ก็ไปทำศัลยกรรม หรือไม่ก็ไปจ่ายค่าคอร์สตามศูนย์ลดน้ำหนักหัวฝรั่งต่างๆ ที่ชอบใช้ดารานางแบบ ที่เคยอ้วนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เสร็จก็เอารูปมาทำ photoshop แล้วก็มาโฆษณา  จริงครับอันนี้ผมไม่เถียงนะว่าทำได้  แต่คำถามต่อมาคือ แล้วคุณจะผอมได้นานแค่ไหน เสียสุขภาพในระยะยาวหรือเปล่า หรือสิ้นเปลืองเงินเกินไปหรือเปล่า วิธีที่บอกมาอาจทำให้คุณผอมได้ในเวลาอันรวดเร็วก็จริง  แต่หากคุณเองยังไม่เปลี่ยนพถติกรรมการกิน  ไม่นานคุณก็จะกลับมาอ้วนแบบเดิมอีก  อันนี้ผมรับประกันได้เลย  แล้วถ้าคุณกินยาลดความอ้วนมั่วๆ คุณอาจจะได้ไปเกิดใหม่เป็นคนผอมแบบถาวรสมใจ (อันนี้ก็แล้วแต่บุญทำกรรมแต่งนะ ไม่รับรองผลใดๆ) ถึงตรงนี้หากคุณคิดว่า จะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งแบบที่ผมยกตัวอย่างข้างบนแล้วหล่ะก็  อย่ามามัวเสียเวลาอ่านบล็อคผมต่อเลยครับ  เอาเวลาไปทำบุญ เยอะๆ จะดีกว่า ชาติหน้าจะได้เกิดมาสวยๆ หล่อๆ ผอมๆ

เอาหล่ะสำหรับผู้ที่เห็นด้วยว่าวิธีการข้างบนไม่เหมาะกับตัวเอง  ลองมาดูวิธีแบบ เรียบง่าย แต่ใช้ความพยายามสูงกันดูบ้าง  อย่างที่ผมบอกไว้ในเรื่อง ระยะทางแสนลี้ฯ  ทุกอย่างที่เราตั้งใจทำ  ควรจะเริ่มที่การตั้งเป้าหมายก่อน  และก่อนจะตั้งเป้าหมาย  เราควรหาเหตุผลให้ตัวเองซักข้อ  โดยถามตัวเองก่อนว่า  เราจะลุกขึ้นมาลดน้ำหนักเพื่ออะไร  เพราะแต่ละคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง  จะเพราะอยากหล่อ อยากสวย อยากมีสุขภาพที่ดี อยากได้งาน อยากมีกิ๊ก ไม่อยากโดนเพื่อนล้อ หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่คุณ เอาเป็นว่าคุณตัดสินใจแล้วหล่ะว่าชั้นจะผอม ชั้นจะเลิศ (พูดไปสะบัดบ็อบไป)  คำถามต่อไปคือ  แล้วคำว่าผอมนี่มันต้อง น้ำหนักเท่าไหร่กันวะคะ  จริงๆ มันก็มีอยู่หลายสูตรนะครับ  บางสูตรก็บอกว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็เอาส่วนสูง แล้วลบด้วย 100 หรือ ผู้หญิง ก็ลบด้วย 110 หรือ สูตรดัชนีย์มวลกาย (BMI = น้ำหนัก (kg) / ส่วนสูง (m) ยกกำลัง 2  (ref: http://www.bmicalculator.org/) อันนี้ก็แล้วแต่ถนัดนะครับ ลองไปเลือกๆ กันดู  สูตรต่างๆ พวกนี้เป็นแค่แนวทางแบบง่ายๆ  โดยส่วนตัวผม  ผมว่าเอาความพอใจของตัวเองเป็นดีที่สุด  จะมากกว่าสูตรหรือน้อยกว่าสูตรมันก็แล้วแต่คุณ  ก็นี่ตัวคุณนี่นา  อย่างไรก็ดีเป้าหมายนั้นๆ  ก็ควรจะเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย ไม่ใช่เดิมน้ำหนัก 120 กก. อยากลดเหลือ 65 กก. ใน 3 เดือน  อันนี้ผมว่ายากไป  ไปพึ่งวิธีในย่อหน้าบนจะง่ายกว่าเยอะ (ผมไม่ได้บอกนะว่าลดเหลือ 65 กก เป็นไปไม่ได้ เพราะมีคนทำมาแล้ว ลองไปถามอากู๋ดู แต่ระยะเวลาที่ตั้งนั้นมันสั้นเกินไปนี่แหละที่มันไม่ควรทำ เพราะมันจะมีผลเสียมากกว่าผลดี) เอาเป็นว่าการตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก สิ่งที่เราต้องทำคือ คือ  1.  เราต้องกำหนดน้ำหนักที่เราอยากได้มาซัก 1 ตัวที่เราพอใจ และเป็นไปได้ และ  2. กำหนดระยะเวลาที่เราจะทำให้ได้น้ำหนัก นั้นๆ  อย่าลืมนะครับ เป้าหมายทุกเป้า ต้องมีกำหนดเวลา มิเช่นนั้น ความตั้งใจของคุณก็จะถูกแทนที่ด้วย คำว่า เดี๋ยวน่า พรุ่งนี้แล้วกันน่า บรา บรา บรา

ยกตัวอย่างจากเรื่องของตัวผมเองแล้วกัน  ผมเป็นชายไทย สูง 173 ซม.  น้ำหนักก่อนขึ้นชกเอ๊ยก่อนลดคือ 72 กก. จะเห็นได้ว่า หากผมยึดตามสูตรส่วนสูง – 100  ผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่อ้วน คือผมจะหนักได้ถึง 73 กก. แต่ความจริงแล้ว ในสูตรนี้เค้าไม่ได้บอกว่า ใน น้ำหนัก. 73 กก. นี้  ควรมีกล้ามเนื้อกี่เปอร์เซนต์ มีไขมันกี่เปอร์เซนต์ พอผมส่องกระจกดูตัวเองแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองมีไขมันส่วนเกินเยอะไป โดยเฉพาะที่พุง, รอบเอว และรอบคอ  ผมจึงตั้งเป้าหมายว่า ‘ผมต้องลดน้ำหนักลงมาเหลือไม่เกิน 65 กก. ภายในเวลา 3 เดือน และมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง (6 แพคนั่นแหละ) ที่ชัดเจนด้วย’ สังเกตคำว่าต้อง นะครับ แปลว่า It’s a must. It’s not an option. It’s the thing I decided to do. No one can force me to do it but myself (แปลไทยว่าไรไปหาเอาเอง) พอได้เป้าหมายหลักแล้ว ทีนี้เราต้องเอามาแตกให้เป็นเป้าหมายย่อยๆ เพื่อให้ง่ายในการวัดผล จากเคสของผม จากน้ำหนัก 72 กก. ลดลงเหลือ 65 กก. ใน 3 เดือน แปลว่า ผมต้องลด นน. อย่างน้อย 583 กรัมต่อสัปดาห์หรือต้องกินไม่เกิน x,xxx แคลลอรี่ และต้องใช้พลังงานไม่ต่ำกว่า x,xxx แคลลอรี่ ต่อวัน  เป็นไงครับ  พอเปลี่ยนเป้าหมายให้เล็กลง จาก 3 เดือน เป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นวัน  มันดูเหมือนว่าจะมีทางไปได้ง่ายกว่า จริงมั้ยครับ ฟังดู  เออพอไหว  ส่วนเรื่อง 6 แพคก็อาจจะวัดเป็นตัวเลขยากหน่อย ผมก็จะมานั่งนับกล้ามกันทีละแพคนะครับ เช่น ตอนนี้ มี 3 แพค ต้องเพิ่มอีก 3 แพค เอ้ย!! จะบ้าเหรอ  ผมใช้วิธีถ่ายรูปก่อนเริ่มลดน้ำหนัก และเปรียบเทียบกับรูประหว่างการลดน้ำหนัก ทุกอาทิตย์ แล้วดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน  น่าพอใจหรือยัง

สูตรในการลดน้ำหนักของผมมีง่ายๆ (แต่ทำไม่ง่าย) อยู่ข้อเดียวคือ  เอาเข้า ให้น้อยกว่าเอาออก ขยายความหน่อย  การเอาเข้าก็หมายถึงการเอาอาหารหรือสสารอะไรก็แล้วแต่เข้าไปสู่ระบบการย่อยเพื่อเปลี่ยนสภาพสสารให้เป็นพลังงานในร่างกาย จะโดยการ กิน ดื่ม ฉีด ยัด แดก หรืออะไรก็สุดแล้วแต่จะเรียก  ส่วนการเอาออก  ก็คือการที่เราเอาพลังงานที่เราสร้างได้จากการย่อย  ออกมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง เดิน นอน หายใจ ออกกำลัง มีเซ็กซ์ ฯลฯ  ตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า จากสูตรง่ายๆ ข้างบน มันเกี่ยวข้องกับเป้าหมายเรายังไง  และคำว่าแคลลอรี่มีบทบาทยังไง  แล้วะเราจะนำสูตรมาใช้ในทางปฏิบัติ ได้อย่างไร  

เนื้อคู่ (อยู่) ประตูไหน

หลังจากที่เขียนเรื่องเครียดๆ ปนสาระ(มากบ้างน้อยบ้าง)มาหลายวัน วันนี้เลยว่าจะเขียนเล่าเรื่องเบาๆ สาระน้อยๆ ดูหน่อยเป็นไร

‘เนื้อคู่ (อยู่)ประตูไหน’ คุณคงเคยถามคำถามนี้กับตัวเองมาบ้าง อะๆ อย่าเถียง  ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมากแล้ว และจนวันนี้ตัวเองก็ยังไม่รู้คำตอบเลย (อ้าวแล้วจะมาเขียนบล็อคเรื่องนี้ทำไม คุณๆ คงนึกในใจ) ไม่รู้หล่ะนี่บล็อคผม ก็ผมอยากเขียนเรื่องนี้อะ ผมคงไม่ได้มาเขียนให้คุณอ่านเพื่อเอาคำตอบ  หรือมาตอบคำถามใดๆ แต่ผมอยากจะมาแบ่งบันความคิด เรื่องราว กับประสบการณ์ต่างๆ ทั้งที่ผมได้เจอมากับตัวเอง  และที่เคยได้ฟังๆ อ่านๆ มา มาเล่าสู่กันฟัง  คุณจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรก็สุดแล้วแต่

โดยส่วนตัวผมเป็นผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง  ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาก็พอสมควร  ปัจจุบันยังโสด และผมก็ยังภูมิใจในความเป็นโสดของผมอยู่จนทุกวันนี้  ในหมู่เพื่อนฝูงรุ่นๆ เดียวกันกับผม ส่วนใหญ่ก็จะแต่งงานมีครอบครัวกันแล้ว  บ้างก็มีลูก 1 บ้าง ลูก 2 บ้าง  บางคนก็กำลังจะแต่งรอบ 2 แล้วก็ยังมี ผมชื่นชมและขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จ กับทุกๆ คนที่ค้นพบและเจอเนื้อคู่ของตัวเอง ความจริงการได้เจอเนื้อคู่  กับการแต่งงานนั้นมันอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน  งงมั้ยครับ  ความเห็นของผม  การเจอเนื้อคู่ ไม่จำเป็นจะต้องจบลงด้วยการแต่งงานกันเสมอไป หรือแม้คู่ที่แต่งงานกันบางคู่ ก็ไม่ได้แปลว่าเค้าได้แต่งกันเพราะเค้าเป็นเนื้อคู่กัน แต่อาจจะแต่งกันเพราะมีความจำเป็นอย่างอื่น  หรืออาจเป็นคู่กรรม  เคยทำกรรมร่วมกันมาแต่ชาติบางก่อน  (ที่มาของคำว่าคู่กรรม นั่นเอง)

สมัยผมยังเป็นวัยรุ่น (ซึ่งก็เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้เอง :P) ผมมักจะถูกจัด(แกมยัดเยียด)ให้อยู่ในกลุ่มหนุ่มเจ้าสำราญ (ก็เจ้าชู้นั่นแหละ เขียนให้มันดูดีไปอย่างนั้นเอง) ด้วยความที่หน้าตาผมก็พอไปวัดตอนกลางวันได้  ไม่พิกลพิการ  ฐานะทางบ้านพอมีพอกิน  ทำให้ผมไม่เคยมีปัญหาในการเข้าสังคม และใช้ชีวิตแบบสุดสุด  เรียกได้ว่าผมลองมาแล้วเกือบทุกอย่าง สุรา นารี  ปาร์ตี้  ยกเว้นแค่อย่างเดียวคือ เสพยา (ไว้จะเล่าให้ฟังคราวต่อๆ ไปว่าวีรกรรมของผมมีอะไรบ้าง)  แต่เห็นผมใช้ชีวิตแบบนี้  ผมก็ไม่เคยทำให้เสียการเรียน หรือสร้างปัญหาปวดหัวให้พ่อแม่เลยซักครั้ง (อันนี้ผมคิดเอาเองนะ จริงๆ ท่านคงจะปวดหัวเพราะผมอยู่หลายเรื่องอยู่เหมือนกัน) ระหว่างการใช้ชีวิตแบบวัยรุ่น ผมเองก็เฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่กันนะ ผมจะเจอเนื้อคู่กับเค้าซักที  ผมมักจะคิดเสมอว่าหากผมเจอเนื้อคู่ผมแล้วหล่ะก็  ผมคงจะหยุดใช้ชีวิตแบบนี้ และมาทำตัวเป็นคนดีกับเค้าบ้าง  ทุกครั้งที่ผมได้เจอกับผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  ผมมักจะทึกทักเอาเองเสมอว่าเค้าต้องเป็นคนที่ใช่สำหรับเราแน่ๆ นี่แหละเนื้อคู่เรา แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่เจอคนที่เกิดมาคู่กันจริงๆ ซักที ยิ่งไล่ตาม ยิ่งค้น ก็จะยิ่งผิดหวัง  ยิ่งเรียกร้องหาความรัก  ความรักก็จะยิ่งวิ่งหนี  (หรือบางทีผมก็ทำตัวแย่จนทำให้ความรักวิ่งหนีไปเองแหละ เห้อ…) เรียกว่าเป็นคนขี้เหงา ภาพพจน์ของผมในหมู่เพื่อนๆ จึงดูเป็นคนที่ไร้หัวใจ  เป็นเพลย์บอย  เป็นคนเจ้าชู้  (พูดง่ายๆ ว่าเลว นั่นแหละ) แต่ในความจริงในใจของผมนั้นคิดแต่เพียงว่า  ถ้ามันไม่ใช่จะทนอยู่กันไปทำไม เสียเวลาเปล่า  ยอมเจ็บแต่จบตอนนี้  ยังดีกว่าทนอยู่แบบ ชาๆ แสบๆ กันไป  เหมือนเป็นแผลที่กลัดหนอง  จะหายก็ไม่หาย  จะเน่าก็ไม่เน่า ต้องเลิกลากันไปในที่สุด  เพื่อนบางคนคิดว่าผมคงชินชากับการบอกเลิกคนอื่น  และเข้าใจว่าคนบอกเลิกจะเจ็บน้อยกว่า  อันนี้ผมว่าไม่จริงเสมอไป คนที่เจ็บน้อยกว่าคือคนที่หมดรักก่อนต่างหาก (จริงที่ บางครั้งผมก็เป็นฝ่ายหมดรักก่อน เลยดูเหมือนจะไม่เจ็บ) แต่ไม่ว่าเราจะเป็นคนบอก  หรือเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกมันก็เศร้าทั้งนั้นแหละ การต้องบอกเลิกทั้งๆ ที่รัก มันทรมานกว่าถูกบอกเลิกซะอีก  อันนี้ผมขอยืนยัน เพราะผมผ่านมาแล้วทุกสถานการณ์ และหลังจากการเลิกลากัน ก็จะเป็นการเข้าสู่ช่วงซึมเศร้า  ตอนกินไม่ได้นอน  ตอนนอนไม่ได้กิน จะเป็นช่วงที่คิดถึงเพื่อนขึ้นมาทันที  (ตอนมีแฟน  ไม่เคยเห็นหัวเพื่อน) อินกับเพลงเศร้าทุกเพลง  หนังเกาหลี  หนังฝรั่ง ประเภทอกหัก ช้ำรัก รักคุด ตุ๊ดเมินต้องขนออกมาดู  กินเหล้าแทนน้ำ  (*มีกวีเคยกล่าวไว้  ‘เหล้าไม่ใช่น้ำใบบัวบก  กินให้ตายมันก็ไม่หายช้ำ’ ถูก แต่กูกินให้หายเซ็งเว้ย ไม่ได้กินให้หายช้ำ) แล้วเวลาผ่านไปชีวิตผมก็จะวนเข้าสู่วัฏจักรแบบนี้รอบแล้วรอบเล่า (และรอบเหล้า) เป็นอย่างนี้อยู่หลายยยยยยปี

จนวันหนึ่ง  โดยไม่ได้มีใครมาดลใจ หรือมีอรหันต์องค์ใดมาโปรด  หรือได้เจอนางในฝันใดๆ ทั้งสิ้น  วันหนึ่งจริงๆ  ผมก็พบทางสว่าง  ผมเหมือนตื่นจากความฝัน  และพบว่าการที่เราจะมีความสุขนั้น  เราไม่จำเป็นจะต้องไปวิ่งหาใครมาทำให้เรามีความสุข  แต่เรานั่นแหละที่ควรจะเป็นคนที่สร้างความสุขขึ้นมาจากภายในจิตใจของเราเอง  เราต้องสุขกับตัวเองให้ได้ซะก่อน  แล้วความสุขที่เรามีก็จะส่งกลิ่นหอมออกไปเชื้อเชิญ ให้ใครๆ ที่กำลังตามหาความสุข เดินทางเข้ามาหาเราเอง  โดยที่เราไม่ต้องไปวิ่งไล่ตามอีก  และถึงตอนนี้  ไม่ว่าจะมีใครอยู่ข้างคุณหรือไม่  นั่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ถ้ามีมันคือกำไร  ถ้าไม่มีเราก็ยังกำไร  เพราะเราสร้างสุขได้เอง  โดยไม่ต้องเรียกร้องหาความสุขจากใครอีกต่อไป  อย่าถามผมนะว่าทำอย่างไรถึงเจอวันนี้  ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  เหมือนคนมันหมดกรรมมั้ง  อยู่ดีๆ ใจมันก็ใสขึ้นมาซะเฉยๆ  ถามว่าตอนนี้ผมเป็นเป็นคนดีมากขึ้นแล้วหรือยัง  ผมคงตอบว่าไม่หรอก  ผมยังเป็นคนธรรมดาๆ ในแบบของผม  เพียงแต่ผมมีความสุขมากขึ้น  โดยไม่ต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน  ก็แค่นั้น

สรุปตอนนี้ไม่ได้มีข้อคิด หรือเคล็ดลับใดๆ มาฝาก แค่อยากเล่าสู่กันฟัง  ทุกวันนี้ไม่ว่าเนื้อคู่ผมจะอยู่ประตูไหน  มันก็ไม่สำคัญกับผมอีกต่อไป  คำว่าเนื้อคู่ของผมในตอนนี้ มีความหมายมากกว่าแค่คู่รักแบบหนุ่ม-สาว  แต่มันจะหมายถึง ใครก็ได้ที่เกิดมามีชีวิตเกี่ยวข้องกับเรา อยู่รอบๆ ตัวเรา  มีปฏิสัมพันธ์กับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  คือพูดง่ายๆ ว่าทำบุญมาร่วมกันแต่กาลก่อน เช่นการที่เราเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่เรา แสดงว่าเราคงเคยได้ทำบุญร่วมกันท่านมา  หรือการที่เราได้เจอเพื่อนที่ดี ที่คบกันแล้วส่งเสริมเราไปในทางที่ดี  ก็แปลว่าเราได้เคยทำบุญร่วมกันมากับเพื่อนคนนี้ หรือกลุ่มนี้   รวมไปถึงคู่รัก  คู่แต่งงาน หรือคู่ชีวิตที่ไม่ได้แต่งงาน  ก็คือคู่บุญเราเช่นเดียวกัน  หากเราทำทุกวันของเราให้มีความสุข  และพร้อมที่จะมอบความสุขนั้นให้กับเนื้อคู่ทุกๆ คนที่อยู่รอบตัวเรา แบบในหนังเรื่อง pay it forward ได้แล้วหล่ะก็ ความสุขเหล่านั้นก็จะวนกลับมาหาเราเองและอาจจะมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ

ขอให้สร้างสุขในใจและสมหวังกันทุกคนนะคร้าบบบ

ขุนกระบี่ผู้ไม่เดียวดาย

เรื่องต่อไปนี้ผมได้แรงบันดาลใจ (หรือเรียกอีกอย่างว่า ลอกนั่นแหละ) มาจากบล็อคของต่างประเทศยี่ห้อ  Life Hacker ที่ผมอ่านเป็นประจำ ผมสงสัยมานานแล้วว่า คำว่า Hacker แปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร เลยลองไปถามอากู๋ดู (หมายถึง google น่ะ คุณคงไม่คิดว่าผมจะไปถามอากู๋ที่แก่ๆ หรือ อากู๋ที่แกรมมี่ใช่มั้ยอะ) อากู๋บอกตามพจนานุกรม ฉบับไหนก็ไม่รู้ไม่ระบุ บัญญัติคำว่า Hacker ว่า  หมายถึง ผู้ที่ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ หรือ ผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับด้านคอมพิวเตอร์อย่างจริงจังเกินไป ขีดเส้นใต้คำว่า เกินไป  อ่านความหมายแล้วยิ่งงงภาษาไทยจริงๆ อย่างงี้แปลว่า ประเทศเราคงจะมี Hacker เดินอยู่เต็มประเทศเลยซินะ  เพราะประเทศเรามีประชากรเกินครึ่งเป็น เกษตรกร และชนชั้นแรงงาน ที่ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อแลกกับรายได้งั้นต่ำ เพียง 300 บาท (ได้ครบกันทุกจังหวัดหรือยังคะพี่น้อง – นึกถึงหน้าโบท๊อกของนายกสุดสวยเราไปด้วย) นอกจากนั้น เราคงต้องเร่งผลิต Hacker เพื่อให้ทันกับการเคลื่อนย้ายแรงงานตามนโยบาย AEC ฟังดูแม่งๆ นะ แต่ก็เอาเหอะ ละมุลภัณฑ์ กระด้างภัณฑ์ หรือ คอมพิวเตอร์วางตัก เราก็ยังแปลมาแล้ว  สรุปว่าบล็อคนี้เค้าชื่อ ‘ชีวิต ที่หามรุ่งหามค่ำ’  ผมขอเรียกให้เก๋ๆ ว่า บล็อค ‘ชีวิตลำเค็ญ’ ก็แล้วกัน

วันนี้บล็อค ‘ชีวิตลำเค็ญ’ เขียนเรื่องว่า  ควรจะทำตัวอย่างไร หากคุณเป็นฉลาดที่ต้องอยู่ในหมู่คนโง่  จริงครับไม่ได้โม้  เค้าเขียนเรื่องแบบนี้จริงๆ ในโลกตะวันตกจะพบปัญหานี้บ่อย

โดยปกติคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่นๆ เสมอ ผมยังเป็นเลย  คุณลองคิดดูซิ  ถ้าผมไม่คิดว่าตัวเองฉลาด  ผมจะมานั่งเสียเวลาเขียนเรื่องในบล็อค  ให้คุณๆ อ่านอยู่ให้เมื่อยตุ้มทำไม  จริงมั้ยครับ  อย่าเพิ่งหมั่นไส้ผมนะครับ  ผมไม่ได้ด่าว่าคุณโง่นะ  โอ๋ๆ ไม่งอน ไม่งอน  เค้าเรียกว่าเป็นคนใฝ่รู้ เนอะ ฮ่า…รอดไป ผมว่าคนเราต้องโง่มาก่อนจะฉลาดทั้งนั้นแหละ ผมอาจจะฉลาดในบางเรื่อง แต่ก็ยังโง่อยู่ในหลายๆ เรื่อง หากเราทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้ว โดยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่นในทุกๆ เรื่อง เราจะไม่มีวันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย  จริงมั้ยครับ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว  ถ้าน้ำมันเต็มแก้วนักก็ดื่มๆ มันลงไปซะ จะได้ดับกระหาย ดับฐิฑิลงซะบ้าง  หรือไม่ก็ไปซื้อแก้วใหม่มาอีกซักโหล จะเป็นไรไป

กลับมาเข้าเรื่อง  ผู้เขียนบล็อคชีวิตลำเค็ญให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า จริงๆ แล้วการเป็นคนฉลาดในหมู่คนโง่ (หรือคนธรรมดาๆ ก็ได้) มันช่างวางตัวลำบากซะจริง  ไหนจะรู้สึกอึดอัดที่จะต้องมานั่งอธิบายเรื่องราวต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไหนจะต้องเสียเวลาในการพูดโน้มน้าวให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่  ไหนจะทำให้ที่ประชุมเห็นด้วยกับความคิดของคุณ  ถ้าบังเอิญคุณเป็นเจ้านายที่ฉลาด  แต่มีลูกน้องโง่  คุณก็คงจะสร้างผลงานให้สำเร็จได้ยาก  ในทางกลับกัน  หากคุณเป็นลูกน้องที่ฉลาดแล้วมีเจ้านายที่โง่กว่า อันนี้ชีวิตคุณจะลำบากมากขึ้นเป็น 2 เท่า  ในการทำงานอะไรซักอย่างให้สำเร็จลุล่วงนั้น  คุณก็จะต้องไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นอย่างน้อยที่สุด 2 ทาง  หนึ่งคือให้คนอื่นมาช่วยทำ  หรือสองคือต้องทำให้คนอื่นหลีกให้พ้นทาง  ไม่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานของเรา  กรุงโรมไม่ได้สร้างได้ในคืนเดียว  และไม่ได้สร้างด้วยคนคนเดียวฉันใด  ขุนกระบี่ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจจะชนะศึกใดได้โดยลำพังฉันนั้น  โอ้.. โยงมาลงที่ชื่อเรื่องเราจนได้  เกือบไม่รอด

ที่นี้ลองมาดูกันว่าหากคุณเป็นคนฉลาด (หรือคิดว่าตัวเองฉลาด) มีข้อควรปฏิบัติอย่างไร ที่จะทำให้เราทำงานหรือใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น (ที่คุณคิดว่าโง่กว่า) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และไม่เดียวดายอีกต่อไป

อย่างแรกเลยคุณควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเสมอ  แม้คนที่โง่ที่สุดหรือน่ารำคาญที่สุดก็อาจจะมีความคิดที่ดีที่สุดหรือมีประโยชน์กับคุณได้ในบางเรื่องได้เช่นกัน  กลับไปอ่านย่อหน้าก่อน จงดื่มน้ำซะ ไม่ก็ไปหาแก้วมาเพิ่ม

หุบปากซะบ้าง  แล้วก็ตั้งใจฟัง  แม้ในใจคุณจะบอกว่าไม่อยากฟังแค่ไหนก็ตาม  ตั้งใจฟังต่างจากการได้ยิน  การฟังคือการรับรู้คลื่นอากาศที่ผ่านมาทางหูและส่งไปให้สมองแปลความหมายและนำไปประมวลผล  ส่วนการได้ยิน  กระบวนการอาจจะเริ่มและจบลงแค่ที่หู หรือไม่ก็ทะลุออกไปอีกหูเลย  ไม่ส่งขึ้นไปถึงการประมวลผลด้วยสมอง การฟังควรฟังด้วยใจที่เป็นกลาง และเปิดกว้าง   ไม่ควรด่วนตัดบท  หรือสรุปว่าความคิดผู้อื่นไม่ดี   แม้ว่าความคิดของผู้อื่นจะดูโง่แค่ไหนก็ตามในสายตาคุณ  แต่คุณก็จะได้ใจจากเค้าเสมอเพราะอย่างน้อยคุณก็สนใจจะฟังความคิดเค้า  ธรรมชาติสร้างปากมาแค่หนึ่ง  แต่สร้างหูมาถึงสอง  คนฉลาดอย่างคุณคงเข้าใจนะว่าำทำไม

อย่ากร่าง  คนฉลาดส่วนใหญ่มักจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเราเป็นคนกร่างโดยที่เราไม่รู้ตัว  ทั้งๆ ที่ความจริงเราไม่ได้ตั้งใจทำ  เช่น การพูดแบบขวานผ่าซาก ข้ามไปที่ข้อสรุปเร็วเกินไป หรือด่วนตัดสินความคิดคนอื่นว่าผิด ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ฟังเค้าเลย เป็นต้น

ถ้าคุณทำได้ 3 ข้อตามที่บอกข้างบน  รับรองคุณจะเป็นขุนกระบี่ที่ไม่เดียวดายอีกต่อไป

จริงๆ แล้วหลังจากที่ผม อ่านบล็อคของ ชีวิตลำเค็ญ จบ  ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจะไม่ค่อยจะเจอปัญหานี้นะ  เพราะคนไทยเป็นคนง่ายๆ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องการทำงาน  ว่าอะไรก็ว่าตามกัน  ไม่ค่อยพูด แต่พอเป็นเรื่องขี้หมูรา ขี้หมาแห้งนิ  ยอมกันไม่ได้เลย  ถึงขั้นยิงกันตายก็มีมาแล้ว  อย่างประชุมกันในห้องประชุมก็บอก ดีครับนาย ได้ครับผม  ไม่มีปัญหาครับท่าน  แต่ออกจากห้องประชุมมาเมื่อไหร่หล่ะก็  โอ้โหวิจารณ์(ด่าลับหลัง)เค้าซะเสียหมา แม่งคิดออกมาได้ไงวะ  ใครจะไปทำได้  มึงคิดว่ามึงฉลาดตายหล่ะ อะไรแบบนี้  แต่ตอนเค้าถามความเห็นนี่  นิ่งเป็นสาก  ผมว่าคราวต่อๆ ไปผมน่าจะมาเขียนเรื่อง ทำงานอย่างไร ให้เป็นที่ยอมรับ ในสายตาชาวโลก เพื่อนร่วมงานไม่หมั่นไส้  แถมเจ้านายยังเอ็นดู  น่าจะสนุกว่านะ  คุณว่าจริงมั้ย

ระยะทางแสนลี้ เริ่มต้นที่ลุกขึ้นยืน

วันนี้ฝนก็ตกกระหน่ำลงมาอีกเช่นเคย 5 วันติดกันแล้วนะน้องฝน ขยันเป็นที่สุดอะ แถมมาตรงเวลาอีกด้วยนะ ตื่นเช้ามาเห็นแดดใสๆ นี่ อย่าไปหลงกลน้องฝน โดยการซักผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือเอารถไปล้างทีเดียวเชียว  น้องฝนเธอจะหลบให้เราตายใจ  ซักผ้าซะหอมฟุ้ง  หรือล้างรถซะเงาแว๊ปเมื่อไหร่  ตกบ่ายเธอจะพา เพื่อนๆ มาถล่ม ให้ช้ำใจซะทุกที  เคยเป็นมั้ยครับ  รอไม่ล้างรถมา 3 อาทิตย์เพราะกลัวน้องฝน  น้องฝนเธอก็เล่นตัวไม่มาซักที  พอเราทำใจ กะว่าน้องฝนเธอคงปัันใจ ไม่มาแล้ว เอารถไปล้างปุ๊บ  ล้างยังไม่ทันเสร็จดี  เธอก็มาตั้งเค้ารอฮึ่มๆ ประหนึ่งว่า  ‘แหมพี่ขาไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะคะ  ขอฝนมาโอบกอดรถของพี่ให้หายคิดถึงหน่อยนะคะ รถพี่ใสกิ๊ง ถูกใจฝนจริงๆ ค่ะ’ แสรดดด เมิงไปกอดต้นข้าวในนาโน่นเลยไปอีฝน -*- แค่ขึ้นต้นก็บ่นซะหลายบรรทัดละ อู้เยอะๆ หน่อย เนื้อหาน้อยๆ หน่อย จะได้มีเรื่องไว้เขียนอีกนานๆ

ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าบล็อคผมนี่  ไม่ใช้บล็อคจีบสาวกะโหลกกะลา ที่หาได้ตามเว็ป บ้านๆ ทั่วไปนะครับ บล็อคแบบนั้นมันง่ายเกินไป โปรดอย่าเรียกบล๊อคผมว่าบล็อคจีบสาว  แต่โปรดเรียกว่า ‘บล็อคเพื่อการพัฒนาตัวเองและสัมพันธภาพระหว่างบุคคล’ เชดดดด… คิดได้ไงวะ ซึ่งฟังจากชื่อแล้ว มันช่างกว้างกว่าการเขียนเทคนิคจีบสาวเป็นไหนๆ เพราะมันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการทำงาน  เช่น การสัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน (และเิงินเดือนตามที่ต้องการ) การเจรจาต่อรองทางธุรกิจให้วินวิน  หรือในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่น ก็ตาม  (อู้ไปได้อีก 1 ย่อหน้า)

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า อู้เยอะเกินละ วันนี้ผมจะมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องการสร้างแรงจูงใจ หรือ motivation ในภาษาอังกฤษ  จากชื่อเรื่องที่ผมคิดขึ้น ‘ระยะทางแสนลี้เริ่มต้นที่ลุึกขึ้นยืน’ ฟังดูคุ้นๆ มั้ยครับ ใช้้ผมลอกเค้ามา แต่ปรับคำเล็กน้อยให้มันเป็นของผม  (คนไทยน่ะถนัดนักเรื่องลอก ตัวอย่าง ช่วงนี้กระแสกังนัม สไตลน์มาแรง  พี่ไทยก็ไม่เคยแพ้ใครในโลก คิดเองไม่ได้ไม่เป็นไร  เอาทำนองเค้า มาใส่เนื้อเรา  เอามิวสิคเค้ามาใส่ตัวแสดงเรา แล้วเอาขึ้น youtube ก็ดังได้แล้วจ้า มีทั้งกำนัน สไตลน์ จับกัง สไตลน์)

สร้างแรงจูงใจ หรือการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับตัวเองเป็นการลุกขึ้นยืนก่อนที่เราจะเริ่มต้นก้าวไปสู่การพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ที่จะตามมา  เราจะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนความคิดภายในหัวเราก่อนเป็นอันดับแรก  ถามตัวเองว่าทำไมเราถึงอยากจะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง  เรามองเห็นข้อบกพร่องอะไรในตัวเอง  เราจะพัฒนาตัวเองไปในทางใดเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายต่างๆ ที่เราตั้งไว้ จะเห็นได้ว่าทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเสมอ  ไม่มีใครคนใดในโลกมาบังคับเราให้เปลี่ยนแปลงได้ เหมือนตอนที่เรายังเป็นเด็ก ถ้าเราไม่พิการขาลีบ สัญชาตญาณก็จะทำให้เราค่อยๆ พัฒนาจากเด็กแบเบาะ มาพลิกตัวได้เอง มาหัดตั้งไข่ มาสู่การเดินก้าวแรก มีการล้มครั้งแรก การลุกครั้งแรก โดยทั้งหมดนี้เราทำได้ด้วยตัวเอง แม้แต่พ่อแม่ก็ทำได้แค่เพียงให้กำลังใจและประคับประคองเรา ดูแลเราเมื่อเราล้ม แต่ท่านก็ไม่สามารถจะมาบังคับให้เราลุก เราเดินได้ ฉะนั้นจุดเริ่มของการพัฒนาตัวเองทั้งหลายทั้งปวงต้องเริ่มมาการการเปลี่ยนความคิดของเราก่อน เคยได้ยินวลีที่ว่า ‘แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน’ บ้างหรือเปล่าครับ มันเป็นวลีที่ไม่ิเกินความจริงเลยซักนิด พระพุทธเจ้าท่านก็ยังสอนมา 2600 ปีแล้วว่า สุขหรือทุกข์มันไม่มีตัวตน หากแต่เกิดจากจิตเราคิดเราปรุงแต่งขึ้นเองทั้งสิ้น เอออ… พูดเรื่องแรงจูงใจอยู่ดีๆ ไปเข้าเรื่องศาสนาเฉย  ผมก็ฟุ้งของผมไปเรื่อยๆ อ่านข้ามๆ ไปบ้างก็ได้ครับ  เอาแบบสรุปสั้นๆ แล้วกันนะครับ การจะสร้างแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเองในด้านใดซักด้าน  ลองเริ่มที่ความคิดเป็นอย่างแรก  มองหาจุดอ่อนของตัวเอง และให้มองแบบสร้างสรร ไม่ใช่มองแล้วก็มานั่งตัดพ้อ ตีอกชกตัว เช่น ทำไมเราถึงอ้วน  ทำไมเราถึงผอม  ทำไมเราขี้โมโห  ทำไมเราขี้อาย (อันนี้ยกตัวอย่างแค่ทางกายภาพก่อนนะครับ จะได้เห็นภาพชัดๆ) จากนั้นให้เราตั้งเป้าที่เราอยากจะเป็น หรือหาไอดอลที่เราชอบ เช่น หารูปดารา  นายแบบ  นางแบบที่เราชอบ  มาแปะไว้ที่ผนัง  (ดารา AV ก็ได้นะ ไม่มีใครว่า)  แล้วดูว่าเรายังต้องพัฒนาอะไรบ้างให้ไปถึงจุดหมายนั้น แล้วเขียนเป้าหมายเหล่านั้นลงในสมุดบันทึก หรือ iphone หรือ ipadหรือที่ไหนก็ได้ที่เราจะสามารถเอามันขึ้นมาดูได้บ่อยๆ  เป้าหมายนั้นควรจะจับต้องได้  วัดผลได้  และมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน  เช่น เราต้อง*ลดน้ำหนัก 10 กิโลภายใน 6 เดือน *ควรใช้คำกริยาที่หนักแน่น เช่น ต้อง ไม่ควรใช้คำว่า อยาก เพราะทำๆ ไปเราอาจจะเริ่มไ่ม่อยากแล้วเพราะยาก* เราไม่ควรตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไปและทำให้ได้ในครั้งเดียว  แต่ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น จากเป้าหมายใหญ่ต้องลดน้ำหนัก 10 กิโลใน 6 เดือนอาจจะดูเยอะและระยะเวลาในการวัดผลยาวเกินไป  ก็ควรจะยุบเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายย่อย ๆ เช่น จะลดน้ำหนักให้ได้ อย่างน้อย 1 กิโลต่อสัปดาห์  และจะไม่กินอาหารเกินวันละ 2000 แคลอรี่  เป็นต้น  การวัดผลอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เรารู้ว่าเรากำลังมาถูกทางหรือไม่ และยังห่างจากเป้าหมายหลักมากแค่ไหน  เป็นการสร้างความสำเร็จเล็กๆ เพื่อให้ไปทำความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  และทำให้เรามีกำลังใจให้ไปถึงจุดหมายใหญ่ด้วยอีกทาง  ก้าวให้เล็ก แต่ก้าวอย่างไม่หยุดยั้งจนสำเร็จ ที่สำคัญอย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองบ้าง หากเราทำได้สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้

จำให้ขึ้นใจ

  • เปลี่ยนความคิด
  • ตั้งเป้าหมายหลัก เป้าหมายย่อย
  • มีการวัดผล มีกำหนดเวลา
  • ทำแบบเล็กๆ ค่อยเป็นค่อยไป แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้รางวัลตัวเองเมื่อไปถึงเป้าหมาย

คราวต่อๆ ไปผมจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยเฉพาะให้โดยละเอียด

PanutatBlog รอบเปิดซิง

วันนี้นึกครึ้มอก ครึ้มใจ เขียนบล็อคอันแรกในชีวิต  ท่ามกลางฟ้าฝนที่กำลังตกกระหน่ำ summer sale ให้คนไทยทั้งประเทศหัวใจระทึกเล่นว่า น้องน้ำจะมา จะไม่มา แต่ที่แน่ๆ จังหวัดสุโขทัย ที่ไม่ใช่สุโขทัยธรรมาธิราช โดนไปแล้ว 2 เด้ง ท่านๆ บอกว่าแค่น้ำเฉอะแฉะ เยอะแยะ เจ๊าะแจ๊ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว  มีทั้งน้ำตก(จากพนังกันน้ำ) บึงธรรมชาติ(จากบิ๊กแบ็ค) และยังเป็นการสร้างนักกีฬาพายเรือ กับยกน้ำหนัก ไทยให้ก้าวไกลสู่โอลิมปิคในอีก 4 ปีข้างหน้า  โดนมันทุกปี ไม่เก่งพายเรือ กับยกของหนีน้ำให้มันรู้ไป เอ้อ…ว่าจะไม่เขียนเรื่องการบ้านการเมือง แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ ขอซักหน่อย

ที่ออกมาลงมือเขียนบล็อคนี้ จริงๆ ก็ยังนึกไม่ออกเลยนะว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี  บล็อคท่องเที่ยวก็เยอะแล้ว และตัวเองก็ไม่ค่อยได้เที่ยวที่ใหม่ๆ ซักเท่าไหร่  บล๊อคเกี่ยวกับอาหารยิ่งแล้วใหญ่  เยอะยิ่งกว่าร้านอาหารจริงๆ ซะอีก  เลยว่าจะเขียนเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพภายในตัวเอง โดยจะเน้นเรื่อง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (อ่านว่า ปะ-ติ-สัม-พัน อย่าเข้าใจเป็นอย่างอื่น) เช่น การพัฒนาบุคคลิกภาพ การสร้างความประทับใจกับคู่สนทนาเมื่อแรกเจอ อยากรู้จักสาว(หนุ่ม)ในสถานที่ต่างๆ จะเริ่มต้นอย่างไร และืหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่จะคิดออก ผมคงต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ  หรือมีดีกรีทางสังคมวิทยา หรือจิตวิทยาใดๆ ทั้งสิ้น  แต่จะเขียนแบบเล่าสู่กันฟังจากความรู้  และประสบการณ์ ที่ได้พบ ได้เจอมากับตัวเองหรือคนรอบๆ ตัวบ้าง  อ่านเจอมาบ้าง  ลอกเค้ามาแล้วเพิ่มความเห็นของเราเข้าไปบ้าง สุดแล้วแต่ ซึ่งผมไม่แนะนำ(แกมห้ามเล็กๆ) ให้ใช้เป็นที่อ้างอิงทางวิชาการใดๆ หรือถ้าเกิดไปทำตามแล้ว ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง ก็อย่ามาโพสความเห็นเกรียนๆ ติ่งๆ ด่าพ่อ ล่อแม่ผู้เขียนเลยนะครับ  คิดซะว่าอ่านขำๆ คิดต่างได้  แต่อย่าเกรียน  ไม่งั้น(กู)ลบ

ลองมาติดตามกันดูนะครับ  ชอบไม่ชอบอย่างไร ติชมกันได้

รัก

PanutatBlog

Post Navigation